ค้นหา :
เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน     ประชาสัมพันธ์    ความเคลื่อนไหว  ข่าวตัดจากหนังสือพิมพ์  
   หน้า 10/14          
รวมพลคนกองทุนฯฝันตั้งสถาบันการเงิน
  นายสุชาติ  แสนดี นายอำเภอเมืองชัยนาท จังชัยนาท กล่าวว่า อำเภอเมืองชัยนาท ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชัยนาท จัดโครงการประชุมชี้แจง "รวมพลคนกองทุนฯ" ขึ้นในวันศุกร์ที่ 4 เมษายน 2551 ณ ห้องประชุมเจ้าสามพระยา โรงเรียนชัยนาทพิทยาคม อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท
  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ ความสามารถ และแนวทางการบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาไปสู่การเป็นสถาับันการเ้งินของหมู่บ้าน
   กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ของอำเภอเมืองชัยนาท จำนวน 88 กองทุน เป็นกองทุนหมู่บ้าน จำนวน 77 กองทุน กองทุนชุมชน 11 กองทุน ทั้ง 88 กองทุน จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว โดยมีเป้าหมายที่จะเริ่มพัฒนากองทุนฯ ให้มีความพร้อม และมีศักยภาพที่จะจัดตั้งเป็นสถาบันการเงินหมู่บ้านในการประชุมชี้แจงโครงการฯ ได้รับความร่วมมือ สนับสนุน จากหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชัยนาท, สำนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท, ธนาคารออมสิน สาขา ชัยนาท, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดชัยนาท เป็นวิทยากร ทุกกองทุน เป็นเจ้าภาพในการสมทบค่าใช้จ่าย กองทุนละ 200 บาท เป็นเงิน 17,600 บาท โดยมิได้ใช้งบประมาณจากทางราชการ
   นางมลวิภา บุญมาก พัฒนาการอำเภอเมืองชัยนาท กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสิ้นสุดการประชุมชี้แจงโครงการฯ แล้วจะทำให้ประธานกองทุนหมู่บ้านทุกกองทุนฯ มีความเข้าใจในแนวทางและวิธีการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพ สามารถยกฐานะจากกองทุนฯ เป็นสถาบันการเงินของหมู่บ้านต่อไป
 
 
ที่มา
หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์  ฉบับวันที่ 7 พฤษภาคม 2551  
 
ภาวะเศรษฐกิจ กับปัจจัยแทรก เสี่ยงปัจจัยการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นรายงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) รายงานของเจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (WTO) ประจำประเทศไทย หรือรายงานขอศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นตรงกันในเรื่องแนวโน้มของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ประการหนึ่งให้น้ำหนักไปยังมาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจโดยกระทรวงการคลัง ประการหนึ่งให้น้ำหนักไปยังการเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หรือที่เรียกว่าเมกะโปรเจ็คต์
 
 
แบงก์รัฐตั้งเป้าปล่อยกู้1ล้านล้าน ขอเพิ่มทุนกว่า2หมื่นล้าน-รองรับมาตรการกระตุ้นศก.
แบงก์เฉพาะกิจของรัฐตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 1.045 ล้านล้านบาท พร้อมขอเพิ่มทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท รองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ "ออมสิน" แบงก์หลักในการปล่อยสินเชื่อวงเงินเฉียด 5 หมื่นล้านบาท ตามด้วยกรุงไทย รัฐกดปุ่มโอนเงินเอสเอ็มแอล 29 เมษายนนี้

ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ปีนี้รัฐวิสาหกิจในสาขาสถาบันการเงิน ตั้งเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้น 1.045 ล้านล้านบาท และได้ขอเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 20,900 ล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยธนาคารออมสินมีเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อมากที่สุด ในวงเงิน 495,200 ล้านบาท รองลงมาคือธนาคารกรุงไทยวงเงิน 2 แสนล้านบาท

ตามมาด้วยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) วงเงิน 9.5 หมื่นล้านบาท ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) วงเงิน 61,300 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) วงเงิน 58,500 ล้านบาท และธนาคารอิสลามวงเงิน 15,555 ล้านบาท

ส่วนธนาคารที่ขอเพิ่มทุนเพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ได้แก่ ธอส.ขอเพิ่มทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในการจัดหาที่อยู่อาศัย ธ.ก.ส.ขอเพิ่มทุน 1,800 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขนาดเงินกองทุนให้เพียงพอต่อการขยายการดำเนินงานเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาล เช่น การปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มฐานราก การขยายโครงการกองทุนหมู่บ้าน และโครงการพักชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย 2 ปี ธสน.ขอเพิ่มทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อขยายเงินให้สินเชื่อแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยได้ 113,640 ล้านบาทในปี 2555

ขณะที่ ธพว.ขอเพิ่มทุน 3,000 ล้นบาท รองรับแผนการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เดิม บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ขอเพิ่มทุน 600 ล้านบาท นำไปใช้ในการสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน การรองรับการขยายธุรกรรมจัดซื้อสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากตลาดแรก และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนกู้สินเชื่อดอกเบี้ยคงที่ระยะยาวได้มากขึ้น บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขอเพิ่มทุน 500 ล้านบาท รองรับการดำเนินโครงการตามแผนงานปกติ 29 โครงการ และดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เช่น การร่วมมือกับ ธพว.เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้
 
ทั้งนี้ ในวันที่ 29 เมษายนนี้ รัฐบาลจะทำพิธีกดปุ่มโอนเงินก้อนแรกในโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) ให้แก่หมู่บ้านที่ทำประชาคมเสร็จ และได้รับอนุมัติให้ดำเนินโครงการ ซึ่งคาดว่าในวันดังกล่าวจะมีหมู่บ้านที่ได้รับงบประมาณ 5,000 หมู่บ้าน คิดเป็นวงเงิน 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถโอนเงินให้หมู่บ้านทั่วประเทศ 7.8 หมื่นหมู่บ้าน ได้ครบภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

 
วาระครม.วันนี้ 'คลัง'ของบ 2 หมื่นล.กระตุ้นศก.รากหญ้า
     ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (25 มี.ค.) ภายหลังการเดินทางกลับจากการเยือนประเทศเวียดนามของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนั่งเป็นประธานในการประชุม โดยวาระสำคัญ คือ กระทรวงการคลังเสนอของบประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า ซึ่งแบ่งเป็น โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือ SML 18,000 ล้านบาท โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 1,000 ล้านบาท และโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 1,600 ล้านบาท 
     ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เสนอร่างกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการในกระทรวง 3 ฉบับ ด้านพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เสนอขอให้พิจารณาขยายระยะเวลาเบิกจ่ายงบประมาณเหลื่อมปี โครงการศูนย์ชุมชนและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่
 
"เลี้ยบ"รับอัดยาแรงปั๊มชีพจรศก.พ้นไอซียู เร่งกระตุ้นแบบเบ็ดเสร็จ-ตลาดทุนจับตาอายุรัฐบาล

     น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานสัมมนา "โรดแม็ปฟื้นเศรษฐกิจชาติ" ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อให้ได้ผลทันต่อเวลา เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะนำมาตรการใดมาทดลองใช้ หรือทำแบบลองผิดลองถูก เพราะการดูแลผู้ป่วยที่เพิ่งเข้าไอซียูใหม่ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และต้องเบ็ดเสร็จชัดเจนแข่งกับเวลา เราไม่มีเวลาเหลือมากพอที่จะทดลองยาแล้ว

     น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ต้องใช้มาตรการหลายส่วน และครอบคลุมทั่วประเทศ โดยรัฐบาลพยายามทยอยนำมาตรการต่างๆ ออกมาใช้ ซึ่งในวันที่ 25 มี.ค. จะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้าเข้าที่ประชุมครม. วงเงิน 2.1 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) 1.8 หมื่นล้านบาท, กองทุนหมู่บ้าน 1.6 พันล้านบาท และโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรอีก 1 พันล้านบาท เพื่อให้ทันใช้ในเดือนเม.ย.นี้

     ด้านนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ว่า บสย.ถือเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ควรให้การสนับสนุนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจฐานรากต่อไป โดยในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ บสย.ได้ขอสนับสนุนด้านเงินทุนเพิ่มเติมเช่นเดียวกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นที่ได้เดินทางตรวจเยี่ยมมา ดังนั้น จากนี้ตนจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดรายงานรมว.คลังพิจารณาอนุมัติในช่วงต้นเดือนเม.ย.นี้ เพื่อให้ทันกับการพิจารณางบประมาณปี"52 ทั้งนี้ บสย.ขอเพิ่มทุนอีก 2,000 ล้านบาท ในส่วนที่ได้รับอนุมัติแล้วแต่ยังไม่ได้เงินจริง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 16,600 ล้านบาท

     นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า โครงการของรัฐบาลที่ลงไปสู่รากหญ้า อาทิ โครงการเอสเอ็มแอล น่าจะมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจน้อยกว่าทางการเมือง คนที่ได้ประโยชน์น่าจะเป็นหัวคะแนนของพรรคการเมืองมากกว่า

     ส่วนนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ "ยาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ : ทิศทางเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นไทยปี"51" ว่า ขณะนี้ในแง่ของนักลงทุนกำลังรอความชัดเจนจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร โดยในครึ่งหลังของปีหากสถานการณ์การเมืองกลับสู่ภาวะปกติ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ต่อเนื่อง จะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นการฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมา

     นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากรัฐบาลสามารถประคับประคองแนวโน้มการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อเนื่องได้ น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศให้กลับคืนมา แม้เศรษฐกิจต่างประเทศจะชะลอตัวลงก็ตาม แต่ยืนยันว่าเป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินต้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีบทบาทรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ให้เงินเฟ้ออยู่ในเป้าหมายท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้น

     นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่าการประชุม กนง. วันที่ 9 เม.ย.นี้ จะไม่มีการประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ในระยะต่อไปเชื่อว่าจะลด เพื่อรักษาส่วนต่างกับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ให้เกิน 1.5%

หนังสือพิมพ์ : ข่าวสด ฉบับวันอังคาร ที่ 25 มีนาคม 2551

 
ชงมาตรการกระตุ้นรากหญ้า 2 หมื่นล้านวันอังคาร ที่ 25 มี.ค.51
      นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยในระหว่างกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาโรดแมพฟื้นเศรษฐกิจว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมวันนี้ (25 มี.ค.) พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า โดยมีวงเงินอัดฉีดในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 20,000 ล้านบาท จากโครงการ    พัฒนาศักยภาพหมู่บ้านชุมชน (เอสเอ็มแอล) วงเงิน 18,000 ล้านบาท โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร 1,000 ล้านบาท โครงการกองทุนหมู่บ้าน 1,600 ล้านบาทและโครงการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ เฉพาะกิจ คาดว่าเม็ดเงินจากโครงการเอสเอ็มแอลจะจัดสรรให้แก่หมู่บ้านทั่วประเทศตามขนาดของหมู่บ้านปลายเดือน เม.ย.นี้
      นอกเหนือจากการยกเลิกมาตรการ 30% และมาตรการด้านภาษีที่ ครม.อนุมัติไปแล้ว มาตรการที่จะเสนอ ครม.วันที่ 25 มี.ค. ก็อาจไม่เพียงพอกับปัญหาเศรษฐกิจที่อยู่ในขั้นเข้าห้องไอซียู แต่ผม ถือคติว่าสิ่งที่จะทำต่อไป ยังไม่ขอพูด ไม่เช่นนั้นจะเกิดการคาดการณ์ เช่น กรณีมาตรการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบางคนเสนอว่า ไม่ควรมี เพราะครั้ง ที่แล้วกว่าจะได้ทำก็ใช้เวลา 4 เดือน ทำให้ธุรกิจชะงัก และมีข่าวว่าผมไม่เห็นด้วย แต่การสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องที่ดี จึงได้เร่งคณะ กรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายใน 2 สัปดาห์นี้ 
      ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งที่ประกาศแล้ว และกำลังจะประกาศ เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีความสมดุล จากปัจจุบันเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากกว่าการบริโภคภายในแม้จะทำ ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การบริโภคภายในกลับไม่คึกคัก เพราะเศรษฐกิจที่โตจากการส่งออก มีกลุ่มธุรกิจส่งออก โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนและส่งออกได้รับประโยชน์ รัฐบาลจึงต้องเร่งส่งเสริมให้เศรษฐกิจภายในแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาออกเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการกลับสู่ห้องเรียน ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาคน รวมถึงมาตรการทางการคลัง ที่จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถการผลิต.
 
หนังสือพิมพ์ : ไทยรัฐ ฉบับ วันที่ 25 มีนาคม 2551
 
เลี้ยบซดเกาเหลามิ่งขวัญห่วงคุมราคาสินค้าฉุดเศรษฐกิจ

        หมอเลี้ยบหวั่นมาตรการคุมราคาสินค้าของพาณิชย์หากนานเกินไปจะทำให้ผู้ประกอบการไม่ผลิตเพิ่ม-นักลงทุนไม่เชื่อมั่น ลั่นเดินหน้าเข็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 3 เข้าที่ ครม.อังคารหน้า ใช้ออมสิน-ธ.ก.ส.เป็นกำลังหลักหว่านรากหญ้าผ่านกองทุนหมู่บ้านและโครงการ SML หลังจากนั้นอัดงบ 1 พันล้าน ฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านวิชาชีพ
   
       นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มาร่วมกล่าว กล่าวถึงการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทรวงพาณิชย์โดยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาว่า ในระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน จะไม่มีปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก แต่หากเกิน 6 เดือนจะมีผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยาว เนื่องจากการคุมราคาจะทำให้ภาคเอกชนไม่ลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม และจะสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งหากจะให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนจะต้องพิจารณาในด้านต้นทุนของผู้ประกอบการด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มรายได้ประชาชนขึ้นมาให้สมดุล
      
       ดังนั้นมาตรการการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะผลักดันออกมาใช้โดยเร็วเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันรายได้ของประชาชนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดแต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะต้องหามาตรการเพิ่มรายได้ทั้งมนุษย์เงินเดือนที่ต้องหาอาชีพเสริมให้และหาวิธีเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนระดับรากหญ้ามากขึ้น
      
       “การประหยัดก็เป็นเรื่องที่จำเป็นหากเห็นว่าเรื่องไหนเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยก็ควรที่จะประหยัดในส่วนนั้น แต่ในเรื่องของค่าครองชีพการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันที่ถือว่ามีความจำเป็นรัฐบาลก็ควรจะหามาตรการมาช่วยเหลือประชาชนในเรื่องนี้ให้มากที่สุด” นพ.สุรพงษ์กล่าว
      
       ***โชว์มาตรการกระตุ้นรากหญ้า
       “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุดที่ 3 จะใช้งบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทอัดฉีดเข้าไปในโครงการเอสเอ็มแอลและ มีเงินจากการพักชำระหนี้เกษตรกรอีก 1 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าประชาชนในระดับรากหญ้าได้รับเม็ดเงินจำนวนนี้ในช่วงปลายเดือนเมษายน –มิถุนายน ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 2-3 รอบ ก็สามารถขัดเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศให้ฟื้นตัวได้ใน 6 เดือนข้างหน้า” นพ.สุรพงษ์กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "นโยบายของรัฐต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ" จัดโดยสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย สมาคมการขายตรงไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยและสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ภายใต้งานสัมมนา "ชวดนี้...ไม่มีชวด" ที่ รร.เซ็นทารา เซ็นทรัลเวิลด์ วานนี้
      
       นพ.สุรพงษ์เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 25 มีนาคม นี้กระทรวงการคลังจะนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดที่ 3 เข้าเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ของมาตรการดังกล่าวจะเน้นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับฐานรากที่ประสบปัญหารายได้คงที่ในขณะที่รายจ่ายปรับเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน
      
       ซึ่งมาตรการที่จะเสนอให้ ครม.ได้แก่ โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (กทบ.) โดยในเบื้องต้นจะนำเงินที่มีการค้างจ่ายจากโครงการอยู่ดีมีสุขของรัฐบาลชุมก่อนที่มีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการพักหนี้เกษตรกรโดยมีวงเงินเบื้องต้น 1 พันกว่าล้านบาทโดยจะทำการพักหนี้ให้กับเกษตรกรที่มีแผนฟื้นฟูส่วนเกษตรกรที่มีประวัติการชำระหนี้ดีก็จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยให้ด้วย และโครงการธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน ที่จะอัดสินเชื่อให้กับผุ้ต้องการมีรายได้เสริมในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
      
       ***ออมสิน-ธ.ก.ส.ปล่อยกู้ SML-กทบ.
       รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังกล่าวว่า สำหรับการปล่อยกู้เพื่อเสริมศักยภาพให้กับกองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอลที่มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีการบริหารจัดการที่ดีนั้น กระทรวงการคลังได้สั่งการให้ผู้บริหารธนาคารออมสินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกทบ. ให้ไปตัดสินเองว่าจะปล่อยกู้เพิ่มเติมให้กับกองทุนใดบ้างที่ธนาคารคาดว่ามีศักยภาพในการชำระหนี้คืน เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารจะเป็นผู้ที่ทราบดีว่าโครงการใดมีศักยภาพในการดำเนินการ
      
       “เบื้องต้นแนวทางนี้จะให้ธนาคารออมสินและธ.ก.ส.จัดวงเงินกู้เพิ่มเติมให้กับกองทุนหมู่บ้านที่มีศักยภาพ ซึ่งในช่วงแรกคาดว่าจะมีหมู่บ้านที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ประมาณ 100 กองทุนโดยโครงการนี้จะไม่เน้นการใส่งบประมาณของรัฐบาลลงไป จะปล่อยให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นกลไกลสำคัญในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบแทนซึ่งอาจมีการคิดดอกเบี้ยในอัตราพิเศษตามที่ตกลงกัน” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังกล่าว
      
       ***เฟส 4 อัด 1 พันล้านเน้นอบรมทักษะ
       สำหรับมาตรการกระตุ้มเศรษฐกิจในชุดที่ 4 นั้น นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า จะเป็นโครงการกลับสู่ห้องเรียน โดยกระทรวงการคลังได้หารือเบื้องต้นกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชนอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการฝึกอบรมพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนทั่วไปที่สนใจพัฒนาความรู้ของตนเองนำไปใช้ประกอบอาชีพต่อไปในราคาประหยัด
      
       ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งวงเงินสำหรับสนับสนุนโครงการนี้ไว้ประมาณ 1 พันล้านบาท โดยการดำเนินงานจะจัดให้มีการเปิดโครงการฝึกอบรมทักษะทางด้านวิชาชีพด้านต่างๆ อาทิ ธุรกิจอาหาร บริการ และสุขภาพ เป็นต้น โดยจะร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการบางส่วน ที่เหลือผู้เข้าร่วมโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองและเมื่อสิ้นสุดโครงการแล้วรัฐบาลจะหาแหล่งเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐเพื่อนำไปประกอบอาชีพให้อีกทางหนึ่งด้วย.

หนังสือพิมพ์ :  ผู้จัดการ ฉบับวันศุกร์  ที่ 21 มีนาคม 2551
 
รัฐควานหางบทำหมู่บ้านเอสเอ็มแอล

       นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “นโยบายของรัฐต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติ” ว่า ในวันที่25 มี.ค. จะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา โดยเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบรอบแรกจะมาจากโครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็มแอล) 15,000 ล้านบาท พักหนี้เกษตรกร 1,000 ล้านบาท และจากกองทุนหมู่บ้านอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้ง 3 โครงการจะมีเงินไหลเข้าสู่ ประชาชนปลายเดือน เม.ย.นี้ และเต็มที่ในเดือน มิ.ย. จะทำให้เกิดการหมุนเวียน 2-3 รอบในหนึ่งปี ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกทาง ดังนั้น ภายในปีนี้เศรษฐกิจในประเทศจะเติบโตชัดเจนและสมดุลมากขึ้น 
       นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เปิดเผยหลังหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสรุปการใช้งบประมาณที่สามารถนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าให้ชัดเจน โดยเฉพาะงบประมาณที่รัฐบาลชุดก่อนจัดสรรให้โครงการอยู่ดีมีสุข แต่ในรัฐบาลนี้ต้องการโยกกลับมาใช้ในโครงการเอสเอ็มแอล เพราะตัวเลขที่แต่ละหน่วยงานนำมาเสนอยังไม่ตรงกัน รวมทั้งได้หารือกับสำนักงบประมาณให้ บูรณาการงบประมาณของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และโครงการเอสเอ็มแอล เพื่อให้เกิดประโยชน์ มากที่สุดต่อชาวบ้าน ส่วนการเพิ่มขนาดของหมู่บ้านเอสเอ็มแอลคงไม่สามารถดำเนินการในปีงบประมาณนี้ เพราะต้องจัดสรรเงินงบประมาณเท่าที่มีในปีนี้ให้เพียงพอกับหมู่บ้านตามขนาดที่มีอยู่เดิมก่อน 
      ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำนักงบประมาณได้รายงานการใช้เงินจากโครงการอยู่ดีมีสุขล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2551 มีการใช้เงินไปแล้ว 6,371 ล้านบาท จึงมีเงินเหลืออยู่ 8,763 ล้านบาท ซึ่งจะต้องยุติโครงการอยู่ดีมีสุขแล้วนำงบประมาณที่เหลือส่งคืนกระทรวงการคลัง ก่อนทำเรื่อง เพื่อขอใช้งบประมาณในโครงการเอสเอ็มแอล นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายว่าจะมีการโยกงบจากโครงการอยู่ดีมีสุขไปให้โครงการเอสเอ็มแอล ปรากฏว่าบรรดาผู้ว่าราชการต่างขอเบิกงบประมาณจำนวนมาก จะเห็นได้จากยอดเงินคงเหลือที่ในเดือน ก.พ.ยังเหลืออยู่กว่า 9,000 ล้านบาท แต่จนถึงวันที่ 19 มี.ค. มียอดเหลืออยู่กว่า 8,700 ล้านบาท ผิดจากเดิมที่จะมีการเบิกงบประมาณเฉลี่ยเดือนละไม่กี่ร้อยล้านบาทเท่านั้น. 

 
หนังสือพิมพ์ : ไทยรัฐ  ฉบับประจำวันศุกร์   ที่  21  มีนาคม  2551
 
      Go To Top << Back