ค้นหา :
เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน     ประชาสัมพันธ์    ความเคลื่อนไหว  รายการโทรทัศน์  
   หน้า 2/13          
ก้าวต่อไปของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

     จากการดำเนินงานจัดสรรเงินเพื่อดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในระยะที่ผ่านมา พบว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึง รัฐบาลจึงมีนโยบายในการเพิ่มทุนให้แก่หมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชน รวมถึงการรองรับความต้องการเงินทุนเพื่อหารประกอบอาชีพ เพื่อลดการกู้ยืมเงินนอกระบบ ขยายโอกาสด้านอาชีพ รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ตามอาชีพแก่สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้มากขึ้น

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ประจำวันที่ 16 กันยายน 2553

 
การเคหะแห่งชาติ ดึงบ้านเอื้อฯ เข้ากองทุนหมู่บ้าน
     นางสุขุมาล เตียประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือกับ  รศ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อประสานความร่วมมือ ในการสำรวจหมู่บ้านและชุมชนของการเคหะแห่งชาติที่ตั้งใหม่ ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างกระบวนการชุมชนร่วมกัน ตั้งแต่การจัดตั้งองค์กรชุมชน กระบวนการสร้างความรู้และความเข้มแข็งของชุมชนในรูปคณะทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานกองทุนที่เคยได้รับการสนับสนุน ไปแล้ว 47 กองทุน และพิจารณารูปแบบหลักเกณฑ์ การสนับสนุนกองทุนแก่ชุมชนของการเคหะแห่งชาติ
     โดยเฉพาะโครงการบ้านเอื้ออาทร เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติต่อไป สำหรับการสนับสนุนกองทุนชุมชนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เป็นการให้ชุมชนบริหารจัดการแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งถือเป็นแนวทางการจัดสวัสดิการชุมชนด้านหนึ่งที่จะทำให้ลดปัญหาด้านเศรษฐกิจชุมชน โดยชุมชนสามารถใช้กองทุนนี้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หรือลงทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาไปสู่การสร้างสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมแก่ประชาชนในชุมชน
      ทั้งนี้ ชุมชนของการเคหะแห่งชาติในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแล้ว จำนวน 47 แห่ง ตั้งแต่ปี 2546-2549 ได้แก่ เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง คลองจั่น ห้วยขวาง ดินแดง ลาดกระบัง และธนบุรี เป็นต้น ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรยังไม่อยู่ในเกณฑ์พิจารณา

 

 
แบ่งงานรมต.ประจำสำนักฯ"องอาจ" คุมสื่อตามคาด
     แบ่งงาน รมต.ประจำสำนักฯ "สาทิตย" คุม สปน. สำนักเลขาครม. กฤษฎีกา กพร. และองค์การมหาชน "องอาจ" คุม กรมประชาฯ สคบ. อสมท. และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง
     นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยให้ นายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้คำสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 2.สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 3.สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 2.สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
     สำหรับนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.กรมประชาสัมพันธ์ 2.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค การมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจดังนี้ บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง
     ทั้งนี้ในกรณที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือไม่มี ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ 1.นายสาทิตย์ ให้นายองอาจ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน 2.นายองอาจ ให้นายสาทิตย์ และนายสุเทพ ปฏิบัติราชการแทน
     อย่างไรก็ตามยังมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้ 1.รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 2.กรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย 2.คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ 3.คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ และ 4.รองประธานกรรมการในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
     ส่วนนายองอาจ ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ 2.คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.รองประธานกรรมการคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรกรแห่งชาติ 2.กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ
ครม. ไฟเขียวตั้งญาติ “นายกฯ”  นั่งที่ปรึกษา รมต. แรงงาน
     นายศุภชัย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ด้วยว่า ครม.รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เปลี่ยนแปลงการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่และมอบอำนาจการบังคับบัญชา ดังนี้ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2553 เรื่อง ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ และเปลี่ยนแปลงการมอบอำนาจการบังคับบัญชา โดยให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นายณัฐวุฒ จิตะสมบัติ) และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล) คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ นั้น อาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่และมอบอำนาจการบังคับบัญชา ดังนี้
               1. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นายณัฐวุฒ จิตะสมบัติ) ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
               2. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล) ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป
     นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย คือ 1. นายชีวเวช เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 2. นายขภัช นิมมานเหมินท์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป
 
แบ่งงาน รมต. สำนักนายกฯองอาจแทนสาทิตย์

     “สาทิตย์” เผย “นายกฯ”แบ่งงานรมต.สำนักนายกฯให้ดูแลแล้ว พร้อมโอนงานสื่อให้“องอาจ”เสียบแทน ปัดตอบ “บริหารงานล้มเหลว” จึงต้องเปลี่ยน อ้าง งาน “สื่อ” ต้องเผชิญแรงกดดันมาก มีทั้งคนชอบ-ไม่ชอบ รับ ปีกว่าก็ช้ำ ยัน ไม่เสียใจอดดู “สื่อ” ย้ำ หลัง “ปรับครม.” เดินหน้า สร้างความปรองดองเต็มที่ 
      นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแบ่งงาน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) รวมทั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ชุดต่างๆ ที่ตนเคยรับงานอยู่ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นตนดูแล เช่น สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักงานปฎิรูประบบราชการ สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กองทุนหมู่บ้าน แต่ปัญหาใหญ่ที่จะต้องดู คือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประชาชน เช่น ปัญหาเครือข่ายที่เคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ สมัชชาคนจน กลไกที่ทำงานร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ยังมีประเด็นเหลืออยู่อีกมาก
     รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า งานใหญ่ที่จะทำคิดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการจัดสัมมนาเรื่องของนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชน ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะจัดสัมมนาเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน โฉนดชุมชน ซึ่งตอนนี้ตนได้เสนอเป็นนโยบายและลงนามเซ็นเป็นระเบียบสำนักนายกฯแล้ว รวมทั้งจะคุยกัน เรื่องธนาคารที่ดิน หลังจากนั้นตั้งใจว่าในกลไกแก้ปัญหาของประชาชนจะมีการประชุมต่อเนื่องกัน 5 - 6 วัน เพื่อสะสางเรื่องที่คั่งค้างทั้งหมดให้เรียบร้อยและยังมีงานอีกมาก เรื่องนโยบายหลังจากที่มอบงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรื่องการแก้ปัญหาประชาชนก็จะพูดอีกครั้งว่าจะมีแนวทางอย่างไร
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ความคาดหวังเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชนมีอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าทำได้ทุกเรื่อง ก็จะเป็นการลดความขัดแย้งในสังคมถือว่าเป็นเรื่องที่ดิน เมื่อต่อว่า การแบ่งงานครั้งนี้หวังผลอย่างไรบ้าง รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่มีการเปลี่ยนคนทำงาน เข้ามาช่วยทำงานให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น นายกรัฐมนตรีบอกว่าตนทำงานมาปีกว่าแล้ว และงานทางด้านสื่อเป็นงานที่ต้องเผชิญแรงกดดันมาก อาจจะมีความขัดแย้งกับบางฝ่ายเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ พูดง่ายๆ ก็คือ ปีกว่ามันก็ช้ำ เพราะฉะนั้นควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคนที่มาทำ แต่หลักใหญ่ ก็คือควรที่จะได้แยกกันในส่วนที่ทำประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่ง ที่ต้องไปดูแลปัญหาของประชาชน เนื่องจากงานในสำนักนายกฯนับวันจะมีปัญหาเรื่องร้องเรียนเข้ามามาก

    

     ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ผ่านมา ถูกมองว่าการบริหารงานสื่อล้มเหลวจึงถึงปรับการทำงานในส่วนนี้ออกมา นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราผ่านสถานการณ์สงครามข่าวสารมา 2 รอบ ตนคิดว่า ทั้งสองครั้งรัฐบาลเป็นฝ่ายประเมิน แต่ชาวบ้านทั่วไปเป็นฝ่ายประเมินว่าในที่สุดแล้ว รัฐบาลก็สามารถผ่านพ้นสถานการณ์มาได้ด้วยดี และสงครามข่าวสารข้อมูลทั้งสองครั้งรัฐบาลสามารถที่จะสื่อให้เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเป็นความชอบธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะบอกได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปได้รับการยอมรับพอสมควร แต่งานสื่อและงานประชาสัมพันธ์นั้นไม่จบ ตนคิดว่าสงครามข่าวสารข้อมูลก็จะกลับมาอีก เพราะฉะนั้นคงมีหลายเรื่องต้องทำ
     ผู้สื่อข่าววถามว่า ในฐานะที่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนคิดว่าหลังจากนี้ ไปการทำงานของสื่อควร จะเป็นอย่างไร เพื่อให้เท่าทันกับสงครามที่กำลังจะเข้ามา รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของนายองอาจที่จะมาดูแล ซึ่งเบื้องต้นได้คุยกันแล้ว ความจริงแนวทางของนายกฯหลังจากนี้ได้พูดถึงเรื่องแผนปรองดอง คือ แผนปฏิรูปสื่อ ซึ่งนายองอาจก็จะมาทำงานด้านนี้ เช่นการปรับบทบาทของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง11 กรมประชาสัมพันธ์หรือ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สวท.) ซึ่งนาองอาจก็คงจะต้องมาดูต่อ
     นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องวิทยุชุมชนและทีวีดาวเทียม ซึ่งนายองอาจก็คงจะมีคำตอบ แต่ที่ผ่านมาเราได้มีการพูดคุยกับคณะอนุกรรมการกทช.เป็นระยะ ล่าสุดได้มีการออกระเบียบโทรทัศน์ดาวเทียม เพราะฉะนั้นต่อไปใครจะมาทำโทรทัศน์ดาวเทียม ก็ต้องมาเข้าตามระเบียบนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีวีของคนเสื้อแดง เอเอสทีวี ทีวีของป้าเช็ง ก็ต้องมาเข้าระเบียบ เพราะที่ผ่านมาไม่มีระเบียบอะไรเลย ใครใคร่จะทำอะไรก็ทำ เราอยากจะกระตุ้นให้มีระเบียบ ซึ่งตอนนี้อนุกรรมการกทช.มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
     ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าแม้ว่าจะไม่มี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ก็จะมีกลไกมารองรับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกใช่หรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องเป็นอำนาจกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กทช. ส่วนตัวหลักคือกฎหมาย กสทช. เป็นกฎหมายตัวใหญ่ ที่จะต้องคุมทุกเรื่อง ตอนนี้ก็ผ่านวุฒิสภาแล้ว หลังจากนี้ก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปิดสมัยประชุมหน้า เพราะฉะนั้นถ้า กสทช. เสร็จและเลือกตั้งเสร็จใน180 วัน ก็คิดว่าการกำกับดูแลสื่อทั้งหลาย ก็น่าที่จะเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ซึ่งไม่มีกฎหมายอะไรที่รองรับชัดเจน
     ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังปรับครม.กระบวนการสร้างความปรองดองจะเป็นอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มที่ นายกฯได้พูดชัดว่าได้ไปประสานงาน ติดต่อใครไว้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีคณะทำงานที่ดูแผนรวมทั้งหมดว่าควรจะเดินแนวทางไหนอย่างไร โดยมีการกำหนดแนวทางเดินไปข้างหน้าไว้อยู่แล้ว
     ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศที่นายกฯพูดไว้ว่า 2 เดือนน่าจะเห็นแล้ว คิดว่าน่าจะเห็นผลได้มากน้อยแค่ไหน รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ควรให้กระบวนการเริ่มก่อน เมื่อเริ่มแล้วกระบวนการสำคัญ ก็คือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่จะเข้ามาร่วมในแผนที่จะปฏิรูปประเทศ
     ส่วนจำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมาใหม่อีกชุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ วันนี้คุยแต่เรื่องแบ่งงาน ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้มากนัก คิดว่าคงมีเวลาคุยกันอีกเยอะ
     ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ดูสื่อแล้ว นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่เลย ตนคิดว่าไม่ว่าจะทำงานหน้าที่ไหน ก็คงจะต้องสัมพันธ์กับสื่อสารมวลชนเหมือนเดิม เพราะนักการเมือต้องมีรายงานข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นความพอใจของตน เพราะเป็นการสร้างความเป็นธรรม ลดความขัดแย้งลง ซึ่งเป็นเจตนาที่ตรงกันกับนายกฯ และตน
 

 

 

 

 
เพิ่มงบฯกองทุนหมู่บ้าน 3,420 แห่ง วงเงิน 798 ล้าน
     นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการ   สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (สทบ.) เปิดเผยว่า นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เห็นชอบให้เพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ครั้งที่ 5 อีก 3,420 แห่งทั่วประเทศ วงเงินกว่า 798.6 ล้านบาท ส่งผลให้ที่ผ่านมา กทบ.ได้จัดสรรโอนเงินเพิ่มทุนให้กองทุนหมู่บ้านแล้วทั้งสิ้น 6.33 หมื่นกองทุน คิดเป็น 79.92% ของกองทุนหมู่บ้านทั้งสิ้น 79,200 กองทุน มีการโอนเงินแล้วทั้งสิ้น 76.99 ของวงเงินที่ได้รับจัดสรรเพื่อการเพิ่มทุนของกองทุนหมู่บ้านจากงบประมาณภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ที่จัดสรรงบเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้น 19,500 ล้านบาท
     ทั้งนี้ สทบ.ได้ประสานงานกับจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศให้เร่งจัดส่งรายชื่อกองทุนหมู่บ้านที่จะได้รับการจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้ สทบ. พิจารณาภายในเดือน ส.ค. 2553 ก่อนเสนอให้ที่ประชุม กทบ. พิจารณาอนุมัติเงินเพิ่มทุนให้หมู่บ้านที่มีคุณสมบัติทั้งหมด โดย สทบ. ตั้งเป้าหมายว่าจะเสนอจัดสรรเงินเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2553 แต่หากยังจัดสรรงบเพิ่มทุนให้ไม่ครบทุกหมู่บ้าน เป็นไปได้ว่า สทบ.จะเสนอให้ กทบ. พิจารณาขยายระยะเวลาจัดสรรให้กองทุนหมู่บ้านที่เหลือต่อไป
     นอกจากนี้นายไตรรงค์ยังสั่งการให้มีการใช้กลไกของกองทุนหมู่บ้านในการสร้างความปรองดองภายในชาติ เช่น เพิ่มบท บาทของกองทุนหมู่บ้านนำเงินดอกผลที่ได้จากการปล่อยสินเชื่อให้สมาชิกมาจัดสรรเป็นสวัสดิการให้สมาชิกกองทุนฯ ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น สวัสดิการเบี้ยผู้สูงอายุ ค่า  รักษาพยาบาล การให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนในชุมชน เป็นต้น
 
 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
 
'ไตรรงค์' อนุมัติเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านอีก 2,136 กอง
     นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ อนุมัติเพิ่มกองทุนหมู่บ้านระยะที่ 2 รอบที่ 4 อีกจำนวน 2,136 กองทุน วงเงินรวม 487 ล้านบาท เป็นของขวัญสงกรานต์ พร้อมเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณ 2553 หรือภายในเดือนก.ย.นี้...เมื่อวันที่ 5 เม.ย. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ว่า ที่ประชุมอนุมัติให้เพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านระยะที่ 2 รอบที่ 4 อีกจำนวน 2,136 กองทุน วงเงินรวม 487 ล้านบาท โดยให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งประสานงานกับธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อโอนเงินให้กับกองทุนหมู่บ้านฯให้แล้วเสร็จก่อนเทศกาลวันสงกรานต์นี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย โดยกองทุนส่วนใหญ่ที่ได้รับเงินเพิ่มทุนครั้งนี้จะเป็นกองทุนขนาดเล็กที่มี สมาชิกไม่เกิน 150 ครัวเรือนซึ่งได้รับเงินเพิ่มทุนกองทุนละ 200,000 บาท
     "ผมได้กำชับให้ สทบ.เร่งดูแลกระบวนการนำเงินเพิ่มทุนไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิก ของแต่ละกองทุน ต้องหมุนเวียนให้กับสมาชิกรายอื่นบ้างไม่ใช่ให้กับกลุ่มคนหน้าเดิมๆ เท่านั้น เพื่อให้สมาชิกทุกคนได้ใช้เงินงบประมาณอย่างทั่วถึง ไม่ใช่พวกใครพวกมัน" นายไตรรงค์ กล่าว
     สำหรับกองทุนฯ ที่เหลืออยู่ประมาณ 19,335 แห่งทั่วประเทศ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณ 2553 หรือภายในเดือนก.ย.นี้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจะทำให้กองทุนฯทั้งหมด 79,255 กองทุน ได้รับเงินเพิ่มทุนตามขนาดประชากรที่จัดสรรมาจากงบประมาณไทยเข้มแข็ง ปี 53 วงเงินรวม 19,559.20 ล้านบาท
 
เติมกองทุนหมู่บ้าน 2,136 แห่ง
     นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.)ว่า ที่ประชุม อนุมัติให้เพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านระยะที่ 2 รอบที่ 4 อีกจำนวน 2,136 กองทุน วงเงินรวม 487 ล้านบาท โดยให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งประสานงานกับธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  เพื่อโอนเงินให้กับกองทุนหมู่บ้านฯให้แล้วเสร็จก่อนเทศกาลวันสงกรานต์นี้ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนไทย โดยกองทุนส่วนใหญ่ที่ได้รับเงินเพิ่มทุนครั้งนี้จะเป็นกองทุนขนาดเล็กที่มีสมาชิกไม่เกิน 150 ครัวเรือน ซึ่งได้รับเงินเพิ่มทุนกองทุนละ 2 แสนบาท 
     “ผมได้กำชับให้ สทบ. เร่งดูแลกระบวนการนำเงินเพิ่มทุนไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกของแต่ละกองทุน ต้องหมุนเวียนให้กับสมาชิก รายอื่นบ้างไม่ใช่ให้กับกลุ่มคนหน้าเดิม ๆ เท่านั้น เพื่อให้สมาชิกทุกคนได้ใช้เงินงบประมาณอย่างทั่วถึง”
     ส่วนกองทุนฯที่เหลือ 19,335 แห่งทั่วประเทศ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีงบประมาณ 53 หรือภายในเดือนก.ย.นี้ ซึ่งทำให้กองทุนฯทั้งหมด 79,255 กองทุน ได้รับเงินเพิ่มทุนตามขนาดประชากร ที่จัดสรรมาจากงบประมาณไทยเข้มแข็ง ปี 53 วงเงินรวม 19,559.20 ล้านบาท.
 
 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับประจำวันอังคารที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๓
 
สกลฯ อนุมัติเพิ่มกองทุน ผ่านฉลุย 1,480 หมู่บ้าน
สกลฯ อนุมัติเพิ่มกองทุน ผ่านฉลุย 1,480 หมู่บ้าน
     สกลนคร/ เมื่อเร็วๆ นี้ นางวิตยา ประสงค์วัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานการประชุมกองทุนหมู่บ้าน ของจังหวัดสกลนคร โดยมี รศ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและกองทุนเมืองแห่งชาติและคณะเข้าร่วมรับฟัง  จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร กล่าวว่า ทางสำนักงานพัฒนาชุมชนซึ่งรับผิดชอบในเรื่องกองทุนหมู่บ้านและชุมชนในระดับจังหวัด ได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาและอนุมัติให้มีการเพิ่มกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งในจังหวัดสกลนครมีกองทุนหมู่บ้านอยู่จำนวน 1,541 กองทุน  ได้รับความเห็นชอบให้จดทะเบียนแล้ว 1,480 กองทุน
     รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร กล่าวอีกว่า ในการเพิ่มทุนทางจังหวัดได้มีการประชุมไปแล้ว 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ได้รับความเห็นชอบให้มี ตั้งแต่ 200,000-400,000 บาท ครั้งที่ 1 140 กองทุน ครั้งที่ 2 201 กองทุน ส่วนครั้งนี้ได้นำเข้าพิจารณาอีก 788 กองทุน ซึ่งได้รับการพิจารณาเห็นชอบแล้วจะเสนอไปที่ส่วนกลาง เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านได้กู้คือกองทุนเงินล้าน นี่คือการเพิ่มกองทุนในการประชุมมีท่าน ผอ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการหมู่บ้านกองทุนเมืองและชุมชนแห่งชาติ ได้มาร่วมประชุมด้วยและท่านได้ให้แนวทางในการดำเนินงาน ขณะนี้กองทุนของเราก็ได้ผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดแล้ว ซึ่งเสนอไปส่วนกลางเพื่อขอรับทุนทั้งหมดประมาณ 77% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 351 กองทุน เราจะประชุมให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะการทำงานระดับจังหวัด
 
 
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับประจำวันศุกร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๓
 
      Go To Top << Back