ค้นหา :
เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้าน     ประชาสัมพันธ์    ความเคลื่อนไหว  ข่าวตัดจากหนังสือพิมพ์  
   หน้า 2/14          
ทุ่ม 3 พันล. ช่วยน้ำท่วมครัวเรือนละ 5 พัน
     ครม. อนุมัติช่วยเหยื่อน้ำท่วม ครัวเรือนละ 5 พัน คาดใช้งบ 3 พันล้านบาท  และอีก 2836 ล้าน ซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือ 
     นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ่ายเงินชดเชยทรัพย์สินครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ครัวเรือนละ 5 พันบาท โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณจำนวน 3 พันล้านบาทจากงบกลาง
     ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่าจะมีครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมประมาณ 5 แสนครัวเรือน หรือสูงสุดไม่เกิน 6 แสนครัวเรือน
     สำหรับการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้จะดำเนินการผ่านธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยจะมีการสำรวจพื้นที่ตามเกณฑ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือผ่านแผนที่ดาวเทียมและทะเบียนบ้าน ซึ่งน่าจะไม่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส
     ในส่วนของขั้นตอนรายละเอียดจะเสนอให้คณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาในสัปดาห์หน้า หลังจากได้รับอนุมัติแล้ว เงินจะถึงมือประชาชนภายใน 3-5 วัน
นอกจากนี้ ยังอนุมัติงบประมาณซื้อกระสอบทราย เต้นท์ สุขา เรือ แก้ปัญหาน้ำท่วม 238 ล้านบาท
     อีกทั้ง ยังสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนพักหนี้เกษตร - กองทุนหมู่บ้าน เสนอ ครม. เศรษฐกิจพิจารณา วันจันทร์ที่ 1 พ.ย. จำนวน  5 แสนครัวเรือน สูงสุด คาดว่าไม่เกิน 6 แสนครัวเรือน
 
 
หนังสือพิมพ์ : โพสต์ทูเดย์ ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2553
 
มาร์คเชื่องบช่วยน้ำท่วมอาจถึง 5 พันล้าน
     "นายกฯ"รมว.ทุกกระทรวงลงสำรวจตัวเลขความเสียจากน้ำท่วม เชื่องบช่วยอาจจะบานปลายถึง 5 พันล้าน พร้อมปรับตัวชดเชยพืชผลเกษตรใหม่หมด ด้านคลังเสนอพักหนี้ให้เกษตรกร 3 ปี แถมยังใจดีให้กู้ใหม่โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน พร้อมเผย"นายกฯ"สั่ง ก.พาณิชย์ชะลอระบายข้าวสต๊อคของรัฐบาล อ้างเชื่อว่าราคาข้าวจะเพิ่มสูงอีก
     ( 26 ต.ค.) รายงานข่าวจากที่ประชุมครม.เเจ้งว่า  ที่ประชุมได้ใช้เวลาหารือถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอุทกภัยกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จี้สอบถามหลักเกณฑ์ในการแจกจ่ายสิ่งของในการช่วยเหลืออย่างไร เพราะมีการร้องเรียนเข้ามามากมายว่าหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ถึง หรือได้รับสิ่งของช่วยเหลือที่เป็นของไม่ดี แต่ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโต้แย้งยืนยันว่าเข้าไปดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ดังนั้นก็ไม่ต้องมาถกเถียงกัน เมื่อเรามีการตั้งศูนย์เยียวยาฯ ขึ้นที่ทำเนียบฯแล้ว ถ้ามีการแจ้งร้องเรียนมาก็ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลแก้ปัญหา  
     รายงานข่าว กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จำนวนครัวเรือนที่จะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือนั้นแม้ขณะนี้จะมีตัวเลขประมาณ 5.8 แสนครัวเรือน แต่ตัวเลขยังไม่นิ่ง อาจจะเพิ่มสูงถึงล้านครัวเรือนหรือไม่ ซึ่งวงเงินช่วยเหลืออาจจะถึง 5,000 ล้านบาท ดังนั้นขอให้ทุกกระทรวง ไปสรุปตัวเลขความเสียหายของอาคารสำนักงาน หรือโรงพยาบาล โรงเรียน มาให้ชัดเจนก่อนเสนอขออนุมัติงบประมาณจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจต่อไป
     รายงานข่าว กล่าวต่อว่า ที่ประชุมครม.จึงได้อนุมัติการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพียงบางส่วน ดังนี้ 1. จ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ประสบอุทกภัยครัวเรือนละ 5,000 บาท โดยประมาณการว่าผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 5.8 แสนครัวเรือน ใช้งบประมาณ 2.9 พันล้านบาท โดยให้มีการเบิกจ่ายผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) และ ธนาคารออมสิน และ 2. อนุมัติงบประมาณ 308 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อเต้นท์เรือและส้วมลอยน้ำ พร้อมกับให้คณะกรรมการ คชอ. และกระทรวงมหาดไทยหารือกับสำนักงบประมาณในการใช้เงินบริจาคจำนวน 50 ล้านบาทด้วย
     รายงานข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ตามสำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเรื่องการพักหนี้เกษตรกร การจ่ายชดเชยค่าเสียหายพืชผลทางการเกษตร ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเสนอแนวทางและมาตรการช่วยเหลือต่อผู้ประสบอุทกภัยต่อที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ ในวันที่ 1 พ.ย. ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอแนวทางต่อ ที่ประชุมครม. เพื่อช่วยเหลือตามแนวทางการจ่ายเงินชดเชยเพิ่มเติมพืชผลทางการเกษตร ข้าว พืชสวน และ พืชไร่ ในเบื้องต้นจะให้ปรับหลักเกณฑ์จ่ายเงินชดเชยพืชผลทางการเกษตรใหม่เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าชดเชยเดิม เช่น ข้าว 606 บาทต่อไร่ พืชสวน 837 บาทต่อไร่ และพืชไร่ 902 บาทต่อไร่ ขณะที่กระทรวงการคลังเสนอพักหนี้เกษตรกร เป็นระยะ 3 ปี พร้อมกับให้กู้เพิ่มเติมโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน   
     รายงานข่าว กล่าวอีกว่า ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยได้โต้แย้งว่า คงจะให้การช่วยเหลือแต่เฉพาะลูกหนี้ธ.ก.ส. หรือธนาคารออมสินไม่ได้ แต่ต้องช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่กู้เงิน จากสหกรณ์ หรือกองทุนหมู่บ้านด้วย   จึงเสนอให้มีการพักหนี้สมาชิกสหกรณ์และกองทุนหมู่บ้านด้วยเป็นระยะเวลา 3 ปี พร้อมกับลดดอกเบี้ย และให้กู้เพิ่มเติมครัวเรือนละ 1 แสนบาท ซึ่งครม.มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยไปหารือกับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจถึงหลักเกณฑ์คุณสมบัติ นอกจากนี้ทางนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เสนอให้เงินกู้ผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจ อัตราดอกเบี้ย MLR -3% และถ้ารัฐมนตรีท่านใดจะไปลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนนั้นทาง พณ. ก็พร้อมสนับสนุนมีข้าวที่จะไปแจก 2 แสนถุง
     รายงานข่าว กล่าวแจ้งว่า เมื่อนางพรทิวาพูดถึงการช่วยเหลือประชาชนโดยการแจกข้าวนั้น  นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขึ้นว่าเมื่อพูดถึงข้าว ต้องขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์ชะลอการระบายข้าวในสต็อคของรัฐทั้งหมด เอาไว้ก่อน โดยขอให้นายไตรรงค์เข้ามาดูทบทวนว่ามีข้าวอยู่จำนวนเท่าไหร่ ควรจะระบายเมื่อใดอย่างไร เนื่องจากมีสถานการณ์น้ำท่วม ผลผลิตในปีนี้ก็จะลดลง ถ้าเราประกาศออกไป จะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น
     รายงานข่าวกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ยัง ได้ซักถามถึงปัญหากรณีน้ำในแม่ชีและแม่น้ำมูลไหลไปรวมกับแม่น้ำโขง จะส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมไปถึงพื้นที่ไหนอย่างไรบ้าง พร้อมสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันในกรณีที่น้ำจากแม่น้ำชีจะไหลหลาก และจะส่งผลกระทบพื้นที่จ.อุบลราชธานี ตามที่
     เรียกประชุมด่วนคชอ.เย็นนี้เร่งช่วยเหลือน้ำท่วม
นายวิทเยนทร์ มุตตามะระ กรรมการคณะกรรมการอำนวยการ กำกับ ติดตาม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 16.30 น. จะมีการประชุมคชอ. เป็นการด่วน ที่ห้อง 501 ตึกบัญชาการ1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำผลประชุม ครม.มาดำเนินการทันที รวมการจัดงบช่วยเหลือกระจายทั่วถึงตามความเดือดร้อน
 
หนังสือพิมพ์ : คมชัดลึก ประวันวันที่ 26 ตุลาคม 2553
 
การดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
     คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติได้จัดสรรงบประมาณ 81.1646 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมกิจกรรมของคณะกรรมการสนับสนุนระดับจังหวัดและอำเภอ
 
 

 

 

 

 
สั่งออมสินปั้นกองทุนหมู่บ้าน
คลังสั่งธนาคารออมสินปัดฝุ่นกองทุนหมู่บ้าน ทำแผนพัฒนาสถาบันการเงินชุมชนเสนอใน 2 สัปดาห์ ต่อท่อส่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมือชาวบ้าน
     นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เดินทางมาหารือและมอบนโยบายให้ธนาคารออมสินเข้าไปดูแลลูกหนี้ในระดับรากหญ้า ด้วยการต่อยอดกองทุนหมู่บ้านที่เข้มแข็งขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชน ทำหน้าที่ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น
     นายกรณ์ได้สั่งให้ศึกษาและจัดทำเป็นแผนงาน รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาสถาบันการเงินชุมชนอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์
     “รัฐมนตรีคลังมามอบนโยบายให้ธนาคารเสนอแผนการพัฒนาเครือข่ายทางการเงินของธนาคารที่พัฒนาได้ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เช่น การพัฒนากองทุนหมู่บ้านเป็นสถาบันการเงินชุมชน โดยให้ธนาคาร ปล่อยเงินกู้ให้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านไปปล่อยกู้สมาชิกในชุมชนต่อ” นายเลอศักดิ์ กล่าว
     ทั้งนี้ ในเบื้องต้นธนาคารได้เสนอแผนการปล่อยกู้ให้กับกองทุนหมู่บ้านที่ยกระดับเป็นนิติบุคคลแล้ว โดยตั้งเป้าหมายว่าจะพัฒนากองทุนหมู่บ้านเป็นสถาบันการเงินชุมชนให้ได้ปีละประมาณ 1,500 แห่ง แต่ รมว.คลังเห็นว่าน้อยไป และอยากให้ไปศึกษาข้อมูลว่าสามารถเพิ่มเป้าหมายได้อีกหรือไม่ แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องกองทุนหมู่บ้านที่สามารถบริหารเงินกองทุนและบริหารเงินออมของสมาชิกได้ด้วย
     ดังนั้น ที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้รับมอบหมายให้ดูแลกองทุนหมู่บ้านจำนวน 6.2 หมื่นกองทุน จากทั่วประเทศ โดยได้ทำการปล่อยกู้เพื่อต่อยอดไปแล้ว 1.5 หมื่นราย และได้ทำการยกระดับกองทุนหมู่บ้านที่เข้มแข็งเป็นสถาบันการเงินชุมชนไปแล้ว 178 แห่ง และปล่อยกู้ให้กองทุนหมู่บ้านที่เข้มแข็ง หรือสถาบันการเงินชุมชน โดยคิดดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) ลบ 1%   หรือประมาณ 6% เท่านั้น เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
 
 
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ประจำวันที่ 17 กันยายน 2553
 
ก้าวต่อไปของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

     จากการดำเนินงานจัดสรรเงินเพื่อดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในระยะที่ผ่านมา พบว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึง รัฐบาลจึงมีนโยบายในการเพิ่มทุนให้แก่หมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชน รวมถึงการรองรับความต้องการเงินทุนเพื่อหารประกอบอาชีพ เพื่อลดการกู้ยืมเงินนอกระบบ ขยายโอกาสด้านอาชีพ รวมถึงขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกู้ตามอาชีพแก่สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้มากขึ้น

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ประจำวันที่ 16 กันยายน 2553

 
การเคหะแห่งชาติ ดึงบ้านเอื้อฯ เข้ากองทุนหมู่บ้าน
     นางสุขุมาล เตียประเสริฐ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือกับ  รศ.นที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อประสานความร่วมมือ ในการสำรวจหมู่บ้านและชุมชนของการเคหะแห่งชาติที่ตั้งใหม่ ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างกระบวนการชุมชนร่วมกัน ตั้งแต่การจัดตั้งองค์กรชุมชน กระบวนการสร้างความรู้และความเข้มแข็งของชุมชนในรูปคณะทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานกองทุนที่เคยได้รับการสนับสนุน ไปแล้ว 47 กองทุน และพิจารณารูปแบบหลักเกณฑ์ การสนับสนุนกองทุนแก่ชุมชนของการเคหะแห่งชาติ
     โดยเฉพาะโครงการบ้านเอื้ออาทร เพื่อนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติต่อไป สำหรับการสนับสนุนกองทุนชุมชนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท เป็นการให้ชุมชนบริหารจัดการแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งถือเป็นแนวทางการจัดสวัสดิการชุมชนด้านหนึ่งที่จะทำให้ลดปัญหาด้านเศรษฐกิจชุมชน โดยชุมชนสามารถใช้กองทุนนี้เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หรือลงทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาไปสู่การสร้างสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมแก่ประชาชนในชุมชน
      ทั้งนี้ ชุมชนของการเคหะแห่งชาติในเขตกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแล้ว จำนวน 47 แห่ง ตั้งแต่ปี 2546-2549 ได้แก่ เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง คลองจั่น ห้วยขวาง ดินแดง ลาดกระบัง และธนบุรี เป็นต้น ส่วนโครงการบ้านเอื้ออาทรยังไม่อยู่ในเกณฑ์พิจารณา

 

 
แบ่งงานรมต.ประจำสำนักฯ"องอาจ" คุมสื่อตามคาด
     แบ่งงาน รมต.ประจำสำนักฯ "สาทิตย" คุม สปน. สำนักเลขาครม. กฤษฎีกา กพร. และองค์การมหาชน "องอาจ" คุม กรมประชาฯ สคบ. อสมท. และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง
     นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยให้ นายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้คำสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี 2.สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 3.สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ และมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้ 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 2.สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ
     สำหรับนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.กรมประชาสัมพันธ์ 2.สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค การมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจดังนี้ บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง
     ทั้งนี้ในกรณที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้หรือไม่มี ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ 1.นายสาทิตย์ ให้นายองอาจ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน 2.นายองอาจ ให้นายสาทิตย์ และนายสุเทพ ปฏิบัติราชการแทน
     อย่างไรก็ตามยังมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้ 1.รองประธานกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ 2.กรรมการในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย 2.คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ 3.คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ และ 4.รองประธานกรรมการในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ
     ส่วนนายองอาจ ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ 2.คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.รองประธานกรรมการคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรกรแห่งชาติ 2.กรรมการในคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ
ครม. ไฟเขียวตั้งญาติ “นายกฯ”  นั่งที่ปรึกษา รมต. แรงงาน
     นายศุภชัย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ด้วยว่า ครม.รับทราบประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง เปลี่ยนแปลงการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่และมอบอำนาจการบังคับบัญชา ดังนี้ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 8 มีนาคม 2553 เรื่อง ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ และเปลี่ยนแปลงการมอบอำนาจการบังคับบัญชา โดยให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นายณัฐวุฒ จิตะสมบัติ) และกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล) คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ นั้น อาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงการมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่และมอบอำนาจการบังคับบัญชา ดังนี้
               1. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นายณัฐวุฒ จิตะสมบัติ) ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
               2. กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสรยุทธ เพ็ชรตระกูล) ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป
     นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย คือ 1. นายชีวเวช เวชชาชีวะ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 2. นายขภัช นิมมานเหมินท์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป
 
แบ่งงาน รมต. สำนักนายกฯองอาจแทนสาทิตย์

     “สาทิตย์” เผย “นายกฯ”แบ่งงานรมต.สำนักนายกฯให้ดูแลแล้ว พร้อมโอนงานสื่อให้“องอาจ”เสียบแทน ปัดตอบ “บริหารงานล้มเหลว” จึงต้องเปลี่ยน อ้าง งาน “สื่อ” ต้องเผชิญแรงกดดันมาก มีทั้งคนชอบ-ไม่ชอบ รับ ปีกว่าก็ช้ำ ยัน ไม่เสียใจอดดู “สื่อ” ย้ำ หลัง “ปรับครม.” เดินหน้า สร้างความปรองดองเต็มที่ 
      นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือแบ่งงาน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ จะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) รวมทั้งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ชุดต่างๆ ที่ตนเคยรับงานอยู่ ส่วนที่เหลือก็จะเป็นตนดูแล เช่น สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) สำนักงานปฎิรูประบบราชการ สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กองทุนหมู่บ้าน แต่ปัญหาใหญ่ที่จะต้องดู คือคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประชาชน เช่น ปัญหาเครือข่ายที่เคยเรียกร้องมาก่อนหน้านี้ สมัชชาคนจน กลไกที่ทำงานร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ยังมีประเด็นเหลืออยู่อีกมาก
     รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า งานใหญ่ที่จะทำคิดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการจัดสัมมนาเรื่องของนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชน ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะจัดสัมมนาเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน โฉนดชุมชน ซึ่งตอนนี้ตนได้เสนอเป็นนโยบายและลงนามเซ็นเป็นระเบียบสำนักนายกฯแล้ว รวมทั้งจะคุยกัน เรื่องธนาคารที่ดิน หลังจากนั้นตั้งใจว่าในกลไกแก้ปัญหาของประชาชนจะมีการประชุมต่อเนื่องกัน 5 - 6 วัน เพื่อสะสางเรื่องที่คั่งค้างทั้งหมดให้เรียบร้อยและยังมีงานอีกมาก เรื่องนโยบายหลังจากที่มอบงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรื่องการแก้ปัญหาประชาชนก็จะพูดอีกครั้งว่าจะมีแนวทางอย่างไร
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ความคาดหวังเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชนมีอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าถ้าทำได้ทุกเรื่อง ก็จะเป็นการลดความขัดแย้งในสังคมถือว่าเป็นเรื่องที่ดิน เมื่อต่อว่า การแบ่งงานครั้งนี้หวังผลอย่างไรบ้าง รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่มีการเปลี่ยนคนทำงาน เข้ามาช่วยทำงานให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น นายกรัฐมนตรีบอกว่าตนทำงานมาปีกว่าแล้ว และงานทางด้านสื่อเป็นงานที่ต้องเผชิญแรงกดดันมาก อาจจะมีความขัดแย้งกับบางฝ่ายเกิดขึ้นได้ ซึ่งก็มีทั้งคนชอบ และไม่ชอบ พูดง่ายๆ ก็คือ ปีกว่ามันก็ช้ำ เพราะฉะนั้นควรที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคนที่มาทำ แต่หลักใหญ่ ก็คือควรที่จะได้แยกกันในส่วนที่ทำประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่ง ที่ต้องไปดูแลปัญหาของประชาชน เนื่องจากงานในสำนักนายกฯนับวันจะมีปัญหาเรื่องร้องเรียนเข้ามามาก

    

     ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ผ่านมา ถูกมองว่าการบริหารงานสื่อล้มเหลวจึงถึงปรับการทำงานในส่วนนี้ออกมา นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราผ่านสถานการณ์สงครามข่าวสารมา 2 รอบ ตนคิดว่า ทั้งสองครั้งรัฐบาลเป็นฝ่ายประเมิน แต่ชาวบ้านทั่วไปเป็นฝ่ายประเมินว่าในที่สุดแล้ว รัฐบาลก็สามารถผ่านพ้นสถานการณ์มาได้ด้วยดี และสงครามข่าวสารข้อมูลทั้งสองครั้งรัฐบาลสามารถที่จะสื่อให้เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้นเป็นความชอบธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้อาจจะบอกได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำไปได้รับการยอมรับพอสมควร แต่งานสื่อและงานประชาสัมพันธ์นั้นไม่จบ ตนคิดว่าสงครามข่าวสารข้อมูลก็จะกลับมาอีก เพราะฉะนั้นคงมีหลายเรื่องต้องทำ
     ผู้สื่อข่าววถามว่า ในฐานะที่เคยทำงานด้านนี้มาก่อนคิดว่าหลังจากนี้ ไปการทำงานของสื่อควร จะเป็นอย่างไร เพื่อให้เท่าทันกับสงครามที่กำลังจะเข้ามา รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คงเป็นเรื่องของนายองอาจที่จะมาดูแล ซึ่งเบื้องต้นได้คุยกันแล้ว ความจริงแนวทางของนายกฯหลังจากนี้ได้พูดถึงเรื่องแผนปรองดอง คือ แผนปฏิรูปสื่อ ซึ่งนายองอาจก็จะมาทำงานด้านนี้ เช่นการปรับบทบาทของสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง11 กรมประชาสัมพันธ์หรือ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (สวท.) ซึ่งนาองอาจก็คงจะต้องมาดูต่อ
     นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องวิทยุชุมชนและทีวีดาวเทียม ซึ่งนายองอาจก็คงจะมีคำตอบ แต่ที่ผ่านมาเราได้มีการพูดคุยกับคณะอนุกรรมการกทช.เป็นระยะ ล่าสุดได้มีการออกระเบียบโทรทัศน์ดาวเทียม เพราะฉะนั้นต่อไปใครจะมาทำโทรทัศน์ดาวเทียม ก็ต้องมาเข้าตามระเบียบนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทีวีของคนเสื้อแดง เอเอสทีวี ทีวีของป้าเช็ง ก็ต้องมาเข้าระเบียบ เพราะที่ผ่านมาไม่มีระเบียบอะไรเลย ใครใคร่จะทำอะไรก็ทำ เราอยากจะกระตุ้นให้มีระเบียบ ซึ่งตอนนี้อนุกรรมการกทช.มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
     ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าแม้ว่าจะไม่มี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แต่ก็จะมีกลไกมารองรับ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกใช่หรือไม่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ต้องเป็นอำนาจกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กทช. ส่วนตัวหลักคือกฎหมาย กสทช. เป็นกฎหมายตัวใหญ่ ที่จะต้องคุมทุกเรื่อง ตอนนี้ก็ผ่านวุฒิสภาแล้ว หลังจากนี้ก็จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปิดสมัยประชุมหน้า เพราะฉะนั้นถ้า กสทช. เสร็จและเลือกตั้งเสร็จใน180 วัน ก็คิดว่าการกำกับดูแลสื่อทั้งหลาย ก็น่าที่จะเข้มแข็งมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ซึ่งไม่มีกฎหมายอะไรที่รองรับชัดเจน
     ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังปรับครม.กระบวนการสร้างความปรองดองจะเป็นอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มที่ นายกฯได้พูดชัดว่าได้ไปประสานงาน ติดต่อใครไว้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีคณะทำงานที่ดูแผนรวมทั้งหมดว่าควรจะเดินแนวทางไหนอย่างไร โดยมีการกำหนดแนวทางเดินไปข้างหน้าไว้อยู่แล้ว
     ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศที่นายกฯพูดไว้ว่า 2 เดือนน่าจะเห็นแล้ว คิดว่าน่าจะเห็นผลได้มากน้อยแค่ไหน รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ควรให้กระบวนการเริ่มก่อน เมื่อเริ่มแล้วกระบวนการสำคัญ ก็คือการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่จะเข้ามาร่วมในแผนที่จะปฏิรูปประเทศ
     ส่วนจำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมาใหม่อีกชุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ วันนี้คุยแต่เรื่องแบ่งงาน ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้มากนัก คิดว่าคงมีเวลาคุยกันอีกเยอะ
     ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียใจหรือไม่ที่ไม่ได้ดูสื่อแล้ว นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่เลย ตนคิดว่าไม่ว่าจะทำงานหน้าที่ไหน ก็คงจะต้องสัมพันธ์กับสื่อสารมวลชนเหมือนเดิม เพราะนักการเมือต้องมีรายงานข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นความพอใจของตน เพราะเป็นการสร้างความเป็นธรรม ลดความขัดแย้งลง ซึ่งเป็นเจตนาที่ตรงกันกับนายกฯ และตน
 

 

 

 

 
      Go To Top << Back